ฟ้องอดีตอัยการสูงสุด ปลอมพินัยกรรม700ล้าน

ฟ้องอดีตอัยการสูงสุด ปลอมพินัยกรรม700ล้าน ทายาทมรดก 700 ล้านยื่นฟ้องยกก๊วน 6 คน ฐานร่วมกันปลอมพินัยกรรม และใช้พินัยกรรมปลอม อดีตอัยการสูงสุด หมอ และทนายโดนด้วย ชี้พิรุธปลอมพินัยกรรมจนมัดตัวเอง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องกลางเดือน ธ.ค.

คดีพินัยกรรม 700 ล้านได้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากศาลตัดสินให้ น.ส.เอ (นามสมมุติ) เป็นผู้รับมรดกได้ ต่อมาญาติพี่น้องของเจ้ามรดกได้ร้องเรียนว่า น.ส.เอ ไม่ใช่ลูกสาวตัวจริงของเจ้ามรดก แต่ไปร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตแห่งหนึ่งใน กทม.ปลอมแปลงสูติบัตร เปลี่ยนชื่อมารดาจากนางเนตรนภา มาเป็นชื่อของเจ้ามรดก เพื่อให้ได้มีสิทธิรับมรดกแต่เพียงผู้เดียว ต่อมา กทม.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพบว่ามีการปลอมแปลง จึงสั่งให้สำนักงานเขตแก้ไขสูติบัตรให้ตรงกับความเป็นจริงโดยเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อ นางเนตรนภา พร้อมกันนี้ตำรวจได้ดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงสูติบัตรทั้งขบวนการ

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา นางดวงพร สิริสม (ตัณฑประภา) นายสมพล ตัณฑประภา ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.เอ กับพวกอีก 5 คน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ์ (พินัยกรรม) ใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม ทำคำรับรองอันเป็นเท็จ โดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้ง 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายโภค ตัณฑประภา และนางสมหมาย ตัณฑประภา และนายโภค เป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก เมื่อนายโภคเสียชีวิต และเจ้ามรดกเสียชีวิตไปแล้ว โจทก์ทั้ง 2 จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดกแทนนายโภค ต่อมา น.ส.เอ จำเลยที่ 1 พร้อม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอดีตอัยการสูงสุด และเป็นบิดาของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นแพทย์ และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นทนายความ มีเจตนาทุจริตร่วมกันทำปลอมพินัยกรรมทั้งฉบับ อันถือเป็นเอกสารสิทธิ์เพื่อให้ทายาท และบุคคลอื่นเชื่อว่าเป็นพินัยกรรมที่แท้จริงซึ่งกระทำโดยเจ้ามรดก แต่ในข้อเท็จจริงจำเลยที่ 3 เป็นผู้พิมพ์ข้อความด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันลงลายมือชื่อเป็นพยานในเอกสารพินัยกรรมดังกล่าว ลงวันที่ 21 พ.ย.53 โดยในพินัยกรรมดังกล่าวระบุว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ น.ส.เอ จำเลยที่ 1 โดยระบุว่า น.ส.เอ เป็นบุตรของเจ้ามรดกแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งขัดต่อความเป็นจริง เนื่องจากตามหลักฐานทางราชการ น.ส.เอ เป็นบุตรที่เกิดจาก นางเนตรนภา นอกจากนี้เจ้ามรดก ไม่เคยสมรส และมีบุตรรวมถึงไม่เคยจดทะเบียนรับจำเลยที่ 1 ไว้เป็นบุตรแต่อย่างใด

เมื่อปรากฏข้อความอันเป็นเท็จในพินัยกรรมกรณีที่ระบุว่า น.ส.เอ เป็นบุตรเพียงคนเดียว หากเจ้ามรดกได้อ่านพินัยกรรมก่อนลงลายมือชื่อ ย่อมจะรู้ว่า ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ฉะนั้นเมื่อปรากฏข้อความเท็จในพินัยกรรมซึ่งเป็นประเด็นที่มีสาระสำคัญ แสดงว่าเจ้ามรดกไม่มีส่วนรู้เห็นหรือได้แสดงเจตนาในพินัยกรรม หรือไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอที่จะแสดงเจตนาและเข้าใจเนื้อความในพินัยกรรมดังกล่าว อีกทั้งในพินัยกรรมไม่ได้ปรากฏข้อความระบุว่า เจ้ามรดกอยู่ในสภาพป่วยหนักจนต้องให้แพทย์ลงนามรับรอง ข้อความในพินัยกรรมและพฤติกรรมจึงขัดแย้งกันเอง ประการสำคัญ ถ้าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรเพียงผู้เดียวจริง ก็ไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดที่เจ้ามรดก จะต้องขวนขวายเร่งรีบทำพินัยกรรมในขณะที่พักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ไอซียู) เพราะตามกฎหมายเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตลง ทรัพย์สินทั้งหมดย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้ว

นอกจากนี้จำเลยที่ 2 เป็นอดีตอัยการสูงสุด มีความรู้และประสบการณ์ทางกฎหมาย ย่อมเข้าใจข้อกฎหมายเป็นอย่างดี เมื่อเป็นผู้จัดทำทำพินัยกรรมย่อมต้องรู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของเจ้ามรดก เพราะถ้าใช่ ก็ไม่จำเป็นต้องทำพินัยกรรม อีกทั้งในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวก็ไม่มีพยานคนใดรับรองลายมือชื่อของเจ้ามรดก พินัยกรรมฉบับดังกล่าวจึงเป็นพินัยกรรมปลอมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สามารถใช้อ้างสิทธิตามกฎหมายได้ การปลอมพินัยกรรมปลอมขึ้นดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้ง 2 และทายาทคนอื่น ๆ ได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกตามสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 5 ได้พิมพ์ระบุข้อความในใบรับรองแพทย์ว่า ขอรับรองว่า เจ้ามรดกได้เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาล และผู้ป่วยสติสัมปชัญญะดีถามคำถามแล้วผู้ป่วยตอบสนองโดยเขียนในกระดาษได้ถูกต้องมีความประสงค์จะยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ลูกสาวคนเดียวโดยการลงลายมือชื่อในพินัยกรรม

จากนั้นจำเลยที่ 5 ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราโรงพยาบาลในใบรับรองแพทย์ดังกล่าวมีข้อความอันเป็นเท็จคือ โดยระบุว่า น.ส. เอ เป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้ามรดก ทั้ง ๆ ที่เจ้ามรดกไม่เคยมีบุตร นอกจากนี้ยังรับรองอีกว่า เจ้ามรดก มีสติสัมปชัญญะดี ซึ่งขัดต่อความเป็นจริงเพราะหากมีสติสัมปชัญญะดีจริงก็จะต้องรู้ว่าตนเองไม่มีบุตร ประการสำคัญการทำการทดสอบสติของเจ้ามรดก จำเลยที่ 5 ก็ไม่ได้ทำการทดสอบอย่างถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของทางการแพทย์การออกใบรับรองแพทย์ดังกล่าวของจำเลยที่ 5 จึงเป็นการทำคำรับรองเป็นเอกสารอันเป็นเท็จทำให้โจทก์ทั้ง 2 และทายาทคนอื่น ๆ ได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกตามสิทธิ์ที่มีอยู่ตามกฎหมาย

การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึง 4 เป็นการร่วมกันปลอมพินัยกรรมทั้งฉบับ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 83, 264, 265 และ 266 ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 5 ออกใบรับรองแพทย์เป็นเท็จ เป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 83, 264, 265, 266 และ 269 นอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 6 เป็นการร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิพินัยกรรมปลอมและโดยทุจริตใช้เอกสารใบรับรองแพทย์อันเป็นเท็จอ้างส่งต่อศาลทำให้โจทก์ทั้ง 2 ได้รับความเสียหายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 268, 269 อย่างไรก็ตามศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 18 ธ.ค.นี้

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์